Wednesday, January 8, 2014

INTRODUCTION (เกริ่นนำ)

Communication is the heart and soul of the human experience. The process communication mainly includes speaking, listening, and writing. Nobody actually learns grammar to learn his/her own mother tongue (ภาษาแม่, ภาษาที่พุดตั้งแต่เกิด). It is a natural phenomenon (สิ่งที่ธรรมชาติปรากฎให้แลเห็น, บุคคลหรือเหตุการณ์มหัศจรรย์) that we start speaking what everybody speaks around us. We gradually develop a better sense of understanding with the passage of time (passage of time = กาลเวลาที่ผ่านไป).

การสื่อสารคือหัวใจและจิตวิญญาณของมนุษย์ กระบวนการสื่อสารหลักๆ ประกอบด้วย การพูด การฟัง และการเขียน จริงๆ ไม่มีใครเรียนหลักไวยากรณ์ภาษาแม่ของตนเองอย่างจริงจัง มันเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์โดยธรรมชาติที่เราเริ่มที่จะพูดในสิ่งเดียวกันกับผู้คนรอบข้างพวกเรา เราจะค่อยๆ พัฒนาทักษะประสาทสัมผัสทั้ง 5 ที่จะใช้เพื่อความเข้าใจได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ที่ละเล็กละน้อยไปพร้อมกับกาลเวลาที่ผ่านไปเองครับ

We don't study grammar of our own mother tongue to use it for daily speaking, but when we need to polish (ขัดเกลาให้เงามันหรือดูดี) our own mother tongue, we have to study its grammar and we usually (ปกติ,ธรรมเนียม) do that. When we come to learning a new language like English language, the importance of grammar cannot be neglected (มองข้าม,ละเลย) and before we do that we need to understand what grammar is.

เราไม่เรียนหลักไวยากรณ์ภาษาแม่ของตนเองเพื่อใช้พูดในชีวิตประจำวัน แต่เมื่อไหร่ที่เราจำเป็นที่จะใช้ภาษาแม่ของเราให้ได้อย่างสละสลวย เราต้องศึกษาหลักไวยากรณ์ของภาษาและเราก็ทำสิ่งนั้นเป็นธรรมเนียมหรือเรื่องปกติอยู่แล้ว เมื่อเราเรียนรู้ภาษาใหม่เช่น ภาษาอังกฤษ ส่วนสำคัญที่ไม่สามารถมองข้ามได้คือเรื่องหลักไวยากรณ์ และก่อนอื่นใดที่เราจำเป็นที่จะต้องทำคือรู้ว่าหลักไวยากรณ์ที่ว่านั้นเป็นอย่างไรก่อนเป็นอย่างแรกครับ

Grammar is the study of words and the ways words work together. An invisible (สิ่งที่มองไม่เห็นด้วยตา) force that guides us as we put words together into sentences. Any person who communicates using a particular language is consciously (มีสตินึกคิด, รู้ตัวอย่างกำลังทำอะไรอยู่, รู้จักคิด) or unconsciously aware of grammar of that language.

หลักไวยากรณ์ของภาษาอังกฤษคือศาสตร์ที่จะเรียนรู้กลุ่มของคำ และแนวทางที่นำมาคำเหล่านั้นมาใช้งานร่วมกัน ศาสตร์ที่ว่านั้นบังคังโดยชี้นำเราให้จัดวางกลุ่มคำเข้าด้วยกันจนกลายเป็นประโยค ทุกๆ คนผู้ซึ่งสื่อสารโดยใช้ภาษาเอกลักษณ์เฉพาะตัวนั้น (ลักษณะการใช้ภาษาพูดของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกันโดยธรรมชาติ) แต่ก็พูดโดยที่รู้สึกตัวและใช้สติในการพูด และแบบที่พูดออกไปโดยไม่จำเป็นต้องใช้สติและความคิด (ตามสัญชาตญาณ) ซึ่งมิได้ทราบหรือตระหนักถึงหลักไวยากรณ์ของภาษานั้น

To speak in a clearer and more effective manner (ชวน/,มีผลให้รู้สึกว่าอยู่ลักษณะธรรมเนียมที่ดี) we study grammar. A person who has unconscious knowledge of grammar may be sufficient for simple language use, but the ones who wish to communicate in an artful manner and well, will seek (แสวงหา) greater depth of understanding and proficiency (ชำนิชำนาญ, ฝีไม้ลายมือ) that the study of grammar provides.

เพื่อให้การพูดนั้นชัดเจนตรงประเด็นและดูดีเหมาะสมในแง่ธรรมเนียม เราจึงเรียนหลักไวยากรณ์ จริงอยู่บุคคลผู้ซึ่งไม่มีความรู้ในหลักไวยากรณ์อาจจะเพียงพอแล้วในการใช้ภาษาแบบง่ายๆ แต่เพียงผู้ที่ปราถนาที่จะสื่อสารอย่างมีศาสตร์และศิลป์ตามธรรมเนียมมารยาทได้อย่างดี ผู้นั้นจะเสาะแสวงหาสึ่งที่ทำให้ตนเองเข้าใจลึกซึ้งถึงแก่นแท้ และมีความชำนิชำนาญถึงศาสตร์ของภาษา ตามที่หลักไวยากรณ์นั้นมีอยู่แล้ว เราได้ตระเตรียมสิ่งนั้นไว้ให้คุณค้นหาแล้วครับ... Let go!